เวทีขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้วยข้อมูลคาร์บอน Climate Intelligence Forum 2026: Driving Climate Action Through Data-Driven Resilience and Eco-Efficiency

   เมื่อ : 29 มิ.ย. 2569

Climate Intelligence Forum 2026 รวมภาครัฐ เอกชน อุตสาหกรรม เกษตร และวิชาการ

ถอดบทบาท ”ข้อมูลคาร์บอน” สู่การขับเคลื่อน Net Zero ของประเทศไทย

 

ในยุคที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป ”ข้อมูลคาร์บอน” ไม่ใช่เพียงตัวเลขด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศ ทั้งในมิติของการส่งออก การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว และการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero โดยสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ภายใต้มูลนิธิอรุณ สรเทศน์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงาน ”Climate Intelligence Forum 2026: Driving Climate Action Through Data-Driven Resilience and Eco-Efficiency”

โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาควิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการใช้ข้อมูล Carbon Footprint เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมี ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดงาน Forum วิชาการ ในครั้งนี้ โดยได้มีการสะท้อนภาพรวมของสถานการณ์โลกด้าน Climate Change ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า การรับมือกับปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ การบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม และการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจในระดับนโยบายและภาคปฏิบัติอย่างเป็นระบบ

ภายในงานยังมีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ”อบก.กับความสำคัญของ Data Platform : การเก็บและจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุต พริ้นท์” โดย คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับแนวคิด Climate Intelligence ซึ่งถือเป็นกรอบความคิดสำคัญของการจัดการปัญหาภูมิอากาศในยุคปัจจุบัน โดยเน้นว่าข้อมูล (Data) ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงเทคนิค แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานของการตัดสินใจ ที่สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้ม การคาดการณ์ และการออกแบบมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

รวมถึงการบรรยายในหัวข้อ ”Revolutionizing Carbon Footprint Assessment for Organizations Products & Projects Platform” โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ซึ่งได้เน้นย้ำบทบาทของสถาบันการศึกษาในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์จำเป็นต้องเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครบถ้วนสามารถนำไปใช้ได้จริง และเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน และได้กล่าวถึงการใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างเป็นระบบ

พร้อมการเปิดตัว “IdeaCarb - CFO Report Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ถูกพัฒนาเพื่อการประเมินและจัดทำรายงาน Carbon Footprint ในทุกระดับ เริ่มต้นจากระดับองค์กร และมีแผนพัฒนาต่อในระดับผลิตภัณฑ์ และโครงการ โดยแพลตฟอร์มถูกออกแบบให้สามารถสนับสนุนระบบ MRV (Measurement Reporting and Verification) อย่างครบวงจร รวมถึงการนำเทคโนโลยี เช่น Machine Learning และ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์แนวโน้มการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรการลดคาร์บอน และรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในอนาคต ดังนั้นการเปิดตัวแพลตฟอร์มในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการนำเสนอเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ (System Transformation) ของการจัดการข้อมูลด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์จาก “การรายงาน” ไปสู่ “การตัดสินใจเชิงนโยบายและการดำเนินงานจริง” อย่างเป็นระบบด้วยข้อมูลที่มีความโปร่งใสและแม่นยำ 

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอความร่วมมือด้านการขับเคลื่อนข้อมูลคาร์บอนในภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ ความร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในโครงการพัฒนาระบบการเก็บและประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากนาข้าว เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม ความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยในโครงการพัฒนาประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-efficiency) ของระบบขนส่งทางราง และความเป็นไปได้ในการต่อยอดและประยุกต์ใช้งาน IdeaCarb - CFO Report Platform ในอนาคต

 

ในระดับนโยบาย ข้อมูล Carbon Footprint ของประเทศถูกใช้เป็นตัวชี้วัดหลักในการติดตามความก้าวหน้าด้าน Climate Action ภายใต้กรอบรายงานระหว่างประเทศ เช่น BTR (Biennial Transparency Report) ซึ่งสะท้อนว่าการบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นระบบเป็นหัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระดับองค์กร ภาคเอกชนถูกเน้นว่าเป็นกลไกสำคัญของการลดคาร์บอน เนื่องจากมีบทบาททางเศรษฐกิจสูง และอยู่ภายใต้แรงกดดันจากตลาดทุนและห่วงโซ่อุปทาน ข้อมูล Carbon Footprint จึงถูกใช้ทั้งในการรายงาน การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจเชิงธุรกิจ รวมทั้งยังได้กล่าวถึง Carbon Footprint ในระดับผลิตภัณฑ์และโครงการ โดยชี้ให้เห็นว่าการลดคาร์บอนต้องครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ กิจกรรม ไปจนถึงโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้าง “Check and Balance” ระหว่างข้อมูลในแต่ละระดับ และทำให้การลดการปล่อยเกิดขึ้นจริงอย่างครบวงจร

พร้อมทั้งปิดท้ายงานด้วยการแบ่งปันประสบการณ์โครงการ ”Low Carbon NextGen: Youth Action for Sustainable Communities” หรือ ”โครงการเยาวชนคาร์บอนต่ำ: พลังรุ่นใหม่ สู่ชุมชนยั่งยืน” โดย นางสาวลลิตา หลำพึ่ง หัวหน้าฝ่ายประเมินและบริหารโครงการ สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน ซึ่งได้นำเสนอผลการดำเนินงานและบทเรียนจากการพัฒนาเครือข่ายเยาวชน ผ่านกิจกรรมอบรม ค่ายพัฒนาแนวคิดและการประยุกต์ใช้ข้อมูล ควบคู่กับการสร้างต้นแบบกิจกรรมในระดับโรงเรียนและชุมชน เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้าน Climate Change และ Carbon Footprint และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

Climate Intelligence Forum 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน Carbon Footprint แต่เป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงผู้เล่นหลักของระบบนิเวศ Net Zero ของประเทศไทย ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา ไปจนถึงเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันเปลี่ยน ”ข้อมูล” ให้กลายเป็น ”การตัดสินใจ” และเปลี่ยน ”การตัดสินใจ” ให้กลายเป็น ”การลงมือทำ” ที่สร้างผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ท้ายที่สุด เวทีนี้สะท้อนภาพสำคัญว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไม่สามารถอาศัยเพียงแค่ข้อมูล แต่ต้องมี “แพลตฟอร์มข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์” ที่เป็นโครงสร้างกลางที่สำคัญในการรวบรวม วิเคราะห์ และแปลงข้อมูลไปสู่การตัดสินใจด้านนโยบายในเชิงปฏิบัติ (Data to Action) อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ความสำเร็จของระบบข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์กลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต